วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy)


ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี เท่าที่พบส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญ คือ 3, 4- Methylenedioxymethamphetamine (MDME), 3, 4- Methylenedioxyamphetamine (MDA) และ 3, 4- Methylenedioxyethylamphetamine (MDE หรือ MDEA) ลักษณะของยาอี มีทั้งที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่าง ๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม. ผิวเรียบ และปรากฏสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระต่าย, ค้างคาว, นก, ดวงอาทิตย์, PT ฯลฯ เสพโดยการรับประทานเป็นเม็ด จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ซม.
ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี เป็นยาที่แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน ออกฤทธิ์ใน 2 ลักษณะ คือ ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทในระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ฤทธิ์ของยาจะทำให้ผู้เสพรู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การได้ยินเสียง และการมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ อันเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่พฤติกรรมเสื่อมเสียต่าง ๆ และจากการค้นคว้าวิจัยของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน พบว่า ยาชนิดนี้มีอันตรายร้ายแรง แม้จะเสพเพียง 1-2 ครั้ง ก็สามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้ผู้เสพมีโอกาสติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย และยังทำลายเซลส์สมองส่วนที่ทำหน้าที่ส่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์ให้มีความสุข ซึ่งผลจากการทำลายดังกล่าว จะทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะของอารมณ์ที่เศร้าหมองหดหู่อย่างมาก และมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ
ฤทธิ์ในทางเสพติด : 
ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทในระยะสั้น ๆ จากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาท มีอาการติดยาทางจิตใจ ไม่มีอาการขาดยาทางร่างกาย
อาการผู้เสพ : 
เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ระบบประสาทการรับรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด (Psychedelic) ทำให้การได้ยินเสียงและการมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
โทษที่ได้รับ : 
การเสพยาอีก่อให้เกิดผลร้ายหลายประการดังนี้
  1. ผลต่ออารมณ์ เมื่อเริ่มเสพในระยะแรกยาอีจะออกฤทธฺ์กระตุ้นประสาท ให้ผู้เสพรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ เป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ
  2. ผลต่อการรับรู้ การรับรู้จะเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง
  3. ผลต่อระบบประสาท ยาอีจะทำลายระบบประสาท ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์นั้น ทำงานผิดปกติกล่าวคือ เมื่อยาอีเข้าสู่สมองแล้ว จะทำให้เกิดการหลั่งสาร "ซีโรโทนิน" ออกมามากเกินกว่าปกติส่งผลให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปสารดังกล่าวจะลดน้อยลง ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า หดหู่อย่างมาก อาจกลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า (Depression) และอาจเกิดสภาวะอยากฆ่าตัวตาย นอกจากนี้การที่สารซีโรโทนินลดลง ยังทำให้ธรรมชาติของการหลับนอนผิดปกติ จำนวนเวลาของการหลับลดลง นอนหลับไม่สนิท จึงเกิดอาการอ่อนเพลียขาดสมาธิในการเรียน และการทำงาน
  4. ผลต่อสภาวะการตายขณะเสพ มักเกิดเมื่อผู้เสพสูญเสียเหงื่อมากจากการเต้นรำ ทำให้เกิดสภาวะขาดน้ำอย่างฉับพลัน หรือกรณีที่เสพยาอีพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมาก หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ จะทำให้เกิดอาการช็อคและเสียชีวิตได้
โทษทางกฎหมาย : 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 
สรุปข้อหาและบทลงโทษ ดังนี้
ข้อหาบทลงโทษ
ผลิต นำเข้า หรือ ส่งออก - ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หากเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต 
(กรณีคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปถือว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย) 
จำหน่าย หรือครอบครองเพื่อจำหน่าย - ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ 5 หมื่นบาทถึง 5 แสนบาท 
หากมีสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม แต่ถ้าเกิน 100 กรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต 
ครองครอบ - ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี 1 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท(หากเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 
20 กรัม ขึ้นไปถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย 
เสพ- ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาท ถึง 1 แสนบาท
http://www.unodc.org/southeastasiaandpacific/en/event/drugs/ecstasy.html

 ยาไอซ์ คือ  ??

ข้อ 1 ยาไอซ์ คือ อะไร

         ตอบ ยาไอซ์ คือ สารเสพติดประเภทกระตุ้นประสาทหนึ่งที่มีชื่อทางเคมีว่า “เมทแอมเฟตามีน(Methamphetamine)”
อยู่ในรูปผลึกใสเหมือนน้ำแข็ง ไม่มีสีถึงมีสีขาว ไม่มีกลิ่น ซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงเกือบ 100%
เป็นสารติดตัวเดียวกับยาบ้า แต่ยาบ้ามีส่วนประกอบของเมทแอมเฟตามีนน้อยกว่าและอยู่ในรูปแบบเม็ด
ปัจจุบันเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522


 

ข้อ 2 กลไกการออกฤทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ต่อสมอง

         ตอบ เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทั้งระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system)
ได้แก่ สมองและไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous) โดยมีกลไกลการออกฤทธิ์ดังนี้
     (2.1) ออกฤทธิ์เร่งการปลอดปล่อยสารอะดรีนาลีน (Adrenaline) และ นอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) ออกจากเซลล์ประสาทในปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท เพื่อควบคุมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น หลอดเลือดหดตัว และความดันเลือดสูงขึ้นมากกว่าปกติ เป็นเหตุให้ผู้เสพเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์รู้สักตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า เมื่อเมทดแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์หมดฤทธิ์สารอะดรีนาลีน (Adrenaline) และนอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในเซลล์ประสาทตามเดิม
     (2.2) ออกฤทธิ์กระตุ้นการปลอดปล่อยสารโดปามีน (Dopamine) ในสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ทุกข์ – สุข คือ ถ้าสารโดปามีน  (Dopamine) ถูกหลั่งออกมาในระดับน้อยกว่าปกติจะทำให้เกิดอารมณ์ทุกข์หรืออารมณ์ซึมเศร้า ในทางตรงกันข้าม ถ้าร่างกายมีการหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ในระดับสูงมากผิดปกติก็จะทำให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มเป็นสุข (Eupharai) หลังการหยุดไช้เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์จะทำให้ร่างกายมีสารโดปามีน (Dopamine) อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติติดต่อกันเป็นเวลานานได้ถึง 2 ปี
     นอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ยังออกฤทธิ์กดการทำงานองสมองส่วนคิดอันเป็นแหล่งสติปัญญาและความมีเหตุผล และค่อยๆสูญเสียการทำงานไป ทำให้สมองส่วนความอยากที่ถูกกระตุ้นมีอิทธิพลเหนือกว่า ทำให้การควบคุมอารมณ์ และการใช้เหตุผลของผู้เสพลดลง หมกมุ่นต่อการเสพยา ทำอะไรไปตามความอยาก ขาดความยับยั้งชั่งใจนำไปสู่การตัดสินใจ แบบหุนหันพลันแล่น แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงและอาจทำร้ายตนเอง คนใกล้ชิด และผู้อื่น

ข้อ 3 ผลและอันตรายจากยาไอซ์ต่อร่างกายและจิตใจของผู้เสพมีอะไรบ้าง


ตอบ เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์เป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างร้ายแรง ความรวดเร็วของระยะเวลาในการออกฤทธิ์ (onset of action) ความรุนแรงของฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ (intensity of action) ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น รูปพรรณของเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ที่ใข้เสพ วิธีการเสพ ปริมาณที่เสพ และความถี่ในการเสพ โดยสรุปเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์มีผลต่อร่ายกายทั้งทางกาย พฤติกรรและสมองในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

ผลต่อร่ายกายในระยะสั้น

  • มีภาวะตื่นตัว
  • มีพละกำลังมากกว่าปกติ
  • หัวใจเต้นแรงมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น
    ใจสั่น เหงื่อออกมาก ผิดปกติ
  • ความดันเลือดสูงขึ้น
  • ปากแห้ง
  • อุณหภูมิของร่ายกายสูงขึ้น
  • ไม่อยากอาหาร
  • เคลิบเคลิ้มเป็นสุข (Euphoria) พูดเพ้อเจ้อ หงุดหงิด
    กระวนกระวาย อยู่ไม่นิ่ง ฉุนเฉียว โกรธง่าย นอนไม่หลับ
  • การได้รับยาในขนาดสูง อุณหภูมิของร่ายกายจะสูงขึ้นมาก
    อาจมีอาหารชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
 

ผลต่อร่างกายในระยะยาว

  • มีอาการทางจิตและประสาท พฤติกรรมเปลี่ยน เช่น ก้าวร้าว วิตกกังวล สับสน
    นอนไม่หลับ ปวดศรีษะรุนแรง จิตหวาดระแวง หลงผิด เพ้อคลั่ง ประสาทหลอน
  • น้ำหนักลด
  • เกิดภาวะทนต่อยา (Tolerance) ทำให้ผู้เสพพยายามเพิ่มขนาด
    ของยาที่เสพขึ้น เสพยาบ่อยขึ้น หรือเปลี่ยนวิธีการเสพ
  • ติดยา (Addiction)
  • อาการถอนยา (Withdrawal) เมื่อมีการลดหรือหยุดการเสพลง
    ผู้เสพจะเกิดอาหารถอนยา ซึ่งจะมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เหนื่อยล้า
    จิตหวาดระแวง ก้าวร้าว บางรายมีอาการดังกล่าวรุนแรง
 

ข้อ 4. อันตรายของยาไอซ์ต่อครอบครัว และสังคม

ตอบ จะเกิดอารมณ์ร่วมของผู้เสพ ไม่ใส่ใจบุคคลรอบๆ ตัวเหมือนไม่มีใครอยู่ร่วมด้วยหรือมาเกี่ยวข้อง มีเฉพาะกลุ่มผู้เสพยาไอซ์ด้วยกันเท่านั้นที่รับรู้และสนุกด้วย ทำให้ผู้เสพมีพฤติกรรมแยกตนเองออกจากครอบครัว เมื่อเสพในระยะสั้นเกิดการตัดสินแบบหุนหันพลันแล่น มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงและอาจทำร้ายตนเอง คนใกล้ชิด
และผู้อื่น เมื่อเสพไปในระยะยาวเกิดอาการจิตนำไปสู่ปัญหาครอบครัวแตกแยกได้ สังคมของผู้เสพยาเสพติด
เป็นสังคมที่ไม่จริงใจต่อกัน ต่างก็คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวให้ได้ยาเสพติดมาเสพ เกิดปัญหาอาชญากรรมในสังคมเพิ่มขึ้น
 

ข้อ 5. วิธีการเสพยาไอซ์

ตอบ นิยมเสพโดยการสูบไอระเหยของไอซ์ (smoking) หรือ การนัตถุ์ (snorting) ซึ่งผู้เสพจะมีอุปกรณ์การเสพที่อาจแตกต่างกันไป เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์จะเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วภายใน 3 -5 นาที จึงทำให้ผู้เสพนั้นติดยาได้ง่าย เสพติดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เสพ เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ 2 ชั่วโมงระดับยาจะขึ้นถึงระดับสูงสุดและคงที่ในระดับนั้นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นผู้เสพโดยการสูบนี้จึงอาจจะเกิดอาการทางจิตและประสาทอย่างรุนแรงอยู่เป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์เข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกขับออกจากร่างกายได้ช้ามาก ต้องใช้เวลาประมาณ 9 – 12 ชั่วโมง ในการที่ร่างกายจะขับเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ออกจากร่างกายลงเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณสูงสุดที่มีอยู่ในกระแสเลือด ดังนั้นการเสพเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ซ้ำหลายครั้งในหนึ่งวันจึงอาจะทำให้มีการสะสมของเมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ในร่างกาย เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
 

ข้อ 6. ยาไอซ์เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นอย่างไร

ตอบ จากข้อมูลด้านการบำบัดยาเสพติดของสถานบำบัดยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานครจัดทำโดยสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 ถึง 2556 จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มากสุดปีงบประมาณ 2556 คิดเป็นร้อยละ 2.05 ดังนั้นจะเห็นว่าในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ผู้เสพยาเสพติดเริ่มลองใช้ยาเสพติดมากที่สุด จึงควรเริ่มรณรงค์ป้องกันไม่ให้เด็กวัยรุ่นตัดสินใจลองเสพยาเสพติดโดยเฉพาะยาไอซ์ซึ่งสามารถเสพติดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้

ยาไอซ์ใช้ทำลายสมอง

ยาไอซ์ คือยาบ้าที่บริสุทธิ์มากกว่า เป็นสารเสพติดให้โทษประเภทที่1 (ซึ่งเป็นระดับสูงสุด)

เป็นยาเสพติดที่ติดง่ายมาก(highly addictive) และเป็นการเสพติดทางกาย
(การเสพติดทางกาย ไม่เหมือนการเสพติดทางใจที่หักดิบแข็งใจเลิกได้)

ยาไอซ์เมื่อใช้ไปแล้วจะไปมีผลหลักๆที่สมอง มีผลกระตุ้นและทำลาย
หากใช้ในปริมาณที่เรียกว่า Lethal dose ก็จะทำให้ผู้เสพถึงแก่ความตายทันที
รูปที่จะนำมาประกอบการอธิบายต่อไปนี้ คือภาพการสแกนสมองของคนปกติ(ซ้าย)กับผู้ติดยาไอซ์(ขวา)
จะเห็นได้ว่าเนื้อสมองของผู้ติดยาไอซ์โดนทำลายไปโดยไม่สามารถฟื้นฟูได้

ผลต่อยาไอซ์ที่ทำลายสมองไม่ได้มีผลต่อเนื้อสมองพร่ำเพรื่อ แต่มันจะไปทำลายเนื้อสมองอย่างมีแบบแผน
คือไปทำลายเนื้อสมองส่วนในมากที่สุด ดังรูปต่อไปนี้

ทำให้ลักษณะเนื้อสมองของผู้เสพยาไอซ์จึงเป็นลักษณะ "สมองกลวง" เช่นผลการสแกนเนื้อสมองรูปแรกนั่นเอง


หลายคนคิดว่ายาไอซ์เป็นตัวช่วยลดน้ำหนักชั้นดี ที่จริงแล้วผู้เสพยาไอซ์ไม่โทรมเร็วเท่ายาบ้า
ผู้เสพยาไอซ์ในช่วงแรกๆจึงยังดูอวบอิ่มไม่ผอมซูบ แต่หากไม่สามารถเลิกเสพได้อาการแสดงทางน้ำหนักก็จะชัดเจนขึ้น

หลายคนเห็นภาพนี้แล้วก็อุทานขึ้นมาว่า ใครๆก็รู้ว่ายาไอซ์อันตราย ไม่มีใครใช้เป็นสิบๆปีหรอก
คำอุทานนั่นคงจะเป็นจริง หากการเสพติดนั้นเป็นการเสพติดทางใจที่สามารถหักดิบได้อย่างบุหรี่
แต่สำหรับยาไอซ์ที่เป็นยาเสพติดให้โทษระดับสูงสุดที่เสพติดทางกายซึ่งทำลายสมอง
การครองสติคิดเลิกมันไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่าย ดั่งเช่นที่ผู้มีเนื้อสมองสมบูรณ์เช่นรูปแรกคิด
นี่คืออันตรายของสิ่ง "เสพติด" ที่ผู้เสพคือ "ผู้ป่วย"
และสุดท้ายคืออย่าลืมว่า แม้เป็นบุหรี่ที่ติดทางใจและเลิกง่ายกว่า ก็ยังมีเสพเกินสิบปีมากมายหลายคน


ผลของยาไอซ์ ไม่ได้มีผลแค่เพียงกับระบบประสาทและสมองแต่มีผลต่อระบบอื่นๆของร่างกายดังรูปถัดไป


แล้วยาไอซ์ทำให้เสพติดได้อย่างไร?
การเสพยาไอซ์หรือยาบ้าในช่วงแรก จะไปกระตุ้นสมอง ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า รู้สึก"พึงพอใจ"
หลอนประสาททำให้เคลิบเคลิ้มเพ้อฝัน เหมือนเรากำลังฝันกลางวันหรือวาดวิมานบนอากาศอย่างพริ้มสุข
นอกจากนี้หากหากเสพในระดับหนึ่ง จะไปกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทำให้กล้ามีเพศสัมพันธ์กับผู้ไม่รู้จักกันได้หลายคน
จึงทำให้ได้ยินยาไอซ์ คู่กันกับปาร์ตี้เซ็กส์อยู่เนืองๆ
เรื่องที่จะตามมาอีกคือเอดส์,โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์,ตั้งครรภ์ นอกเหนือจากผลต่างๆที่ระบุในภาพรูปสุดท้าย เป็นต้น
 

เว๊บอ้างอิง
http://iammorya.blogspot.com/2013/07/blog-post_26.html

พิษภัยของยาเสพติด


โทษและพิษภัยของสารเสพย์ติด
.....เนื่องด้วยพิษภัยหรือโทษของสารเสพติดที่เกิดแก่ผู้หลงผิดไปเสพสารเหล่านี้เข้า ซึ่งเป็นโทษที่มองไม่เห็นชัด เปรียบเสมือนเป็นฆาตกรเงียบ ที่ทำลายชีวิตบุคคลเหล่านั้นลงไปทุกวัน ก่อปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสุขภาพ ก่อความเสื่อมโทรมให้แก่สังคมและบ้านเมืองอย่างร้ายแรง เพราะสารเสพย์ติดทุกประเภทที่มีฤทธิ์เป็นอันตรายต่อร่างกายในระบบประสาท สมอง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการของร่างกายและชีวิตมนุษย์ การติดสารเสพติดเหล่านั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นแก่ร่างกายเลย แต่กลับจะเกิดโรคและพิษร้ายต่างๆ จนอาจทำให้เสียชีวิต หรือ เกิดโทษและอันตรายต่อครอบครัว เพื่อนบ้าน สังคม และชุมชนต่างๆ ต่อไปได้อีกมาก
.....โทษทางร่างกาย และจิตใจ
1. สารเสพติดจะให้โทษโดยทำให้การปฏิบัติหน้าที่ ของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเสื่อมโทรม พิษภัยของสารเสพย์ติดจะทำลายประสาท สมอง ทำให้สมรรถภาพเสื่อมลง มีอารมณ์ จิตใจไม่ปกติ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น วิตกกังวล เลื่อนลอยหรือฟุ้งซ่าน ทำงานไม่ได้ อยู่ในภาวะมึนเมาตลอดเวลา อาจเป็นโรคจิตได้ง่าย
2. ด้านบุคลิกภาพจะเสียหมด ขาดความสนใจในตนเองทั้งความประพฤติความสะอาดและสติสัมปชัญญะ มีอากัปกิริยาแปลกๆ เปลี่ยนไปจากเดิม
3. สภาพร่างกายของผู้เสพจะอ่อนเพลีย ซูบซีด หมดเรี่ยวแรง ขาดความกระปรี้กระเปร่าและเกียจคร้าน เฉื่อยชา เพราะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัวสกปรก ความเคลื่อนไหวของร่างกายและกล้ามเนื้อต่างๆ ผิดปกติ
4. ทำลายสุขภาพของผู้ติดสารเสพติดให้ทรุดโทรมทุกขณะ เพราะระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายถูกพิษยาทำให้เสื่อมลง น้ำหนักตัวลด ผิวคล้ำซีด เลือดจางผอมลงทุกวัน
5. เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย เพราะความต้านทานโรคน้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดโรคหรือเจ็บไข้ได้ง่าย และเมื่อเกิดแล้วจะมีความรุนแรงมาก รักษาหายได้ยาก
6. อาจประสบอุบัติเหตุได้ง่าย สาเหตุเพราะระบบการควบคุมกล้ามเนื้อและประสาทบกพร่อง 
ใจลอย ทำงานด้วยความประมาท และเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตลอดเวลา
7. เกิดโทษที่รุนแรงมาก คือ จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ถึงขั้นอาละวาด เมื่อหิวยาเสพติดและหายาไม่ทัน เริ่มด้วยอาการนอนไม่หลับ น้ำตาไหล เหงื่อออก ท้องเดิน อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก กระวนกระวาย และในที่สุดจะมีอาการเหมือนคนบ้า เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม
.....โทษพิษภัยต่อครอบครัว
1. ความรับผิดชอบต่อครอบครัว และญาติพี่น้องจะหมดสิ้นไป ไม่สนใจที่จะดูแลครอบครัว
2. ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง ที่จะต้องหามาซื้อสารเสพติด จนจะไม่มีใช้จ่ายอย่างอื่น และต้องเสียเงินรักษาตัวเอง 
3. ทำงานไม่ได้ขาดหลักประกันของครอบครัว และนายจ้างหมดความไว้วางใจ
4. สูญเสียสมรรถภาพในการหาเลี้ยงครอบครัว นำความหายนะมาสู่ครอบครัวและญาติพี่น้อง



.ผู้ที่ติดสารเสพติดนอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าตนเองด้อยโอกาสทางสังคมแล้ว ยังอาจมีพฤติกรรมนำไปสู่ปัญหาด้านต่างๆ แก่สังคมได้ เพราะ
1. ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม และอุบัติเหตุอันตรายต่างๆ ต่อตนเองและผู้อื่นได้ง่ายตลอดจนเป็นปัญหาของโรคบางอย่าง เช่น โรคเอดส์
2. ถ่วงความก้าวหน้าของชุมชน สังคม โดยเป็นภาระต่อส่วนรวม ที่ประชาชนต้องเสียภาษีส่วนหนึ่งมาใช้ในการปราบปรามบำบัดผู้ที่ติดสารเสพติด
3. สูญเสียแรงงานโดยไร้ประโยชน์บั่นทอนประสิทธิภาพ ของผลผลิต ทำให้รายได้ของชาติในส่วนรวมกระทบกระเทือน และเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติ
4. เนื่องจากสภาพเป็นคนอมโรคมีความประพฤติและบุคลิกลักษณะ เสื่อมจนเป็นที่รังเกียจ
ของสังคม ทำให้เป็นคนไร้สติในวงสังคม โอกาสที่จะประกอบกิจที่ผิดศีลธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งเสพย์ติด เช่น พูดปด ขโมย หรือกลายเป็นอาชญากร เพื่อแสวงหาเงินซื้อสารเสพติดสิ่งเหล่านี้ล้วนทำลายอนาคตทำลายชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูล
.....โทษที่ก่อให้เกิดกับส่วนรวมและประเทศชาติ
รัฐบาลต้องสูญเสียกำลังคน และงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการป้องกันปราบปรามและบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติด ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีค่า เกิดความไม่สงบสุขของบ้านเมือง ความมั่นคงของประเทศชาติถูกกระทบกระเทือน ประชาชนเดือนร้อนเพราะเหตุอาชญากรรม ประเทศชาติต้องสูญเสียกำลังของชาติอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะผู้ติดสารเสพติดเป็นเยาวชน



การป้องกันการติดยาเสพติด

การป้องกันตนเอง
1. ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกวิธี และเหมาะสมกับการเจ็บป่วย
2. ไม่ทดลองเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด หรือเสพสิ่งที่รู้ว่ามีภัย เพราะติดง่าย เลิกยาก และมี
อันตรายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ
3. การคบเพื่อนควรเลือกคบเพื่อนที่ดี หลีกเลี่ยงเพื่อนที่ชอบชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย
4. ควรรู้จักใช้ความคิด และใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา กรณีที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
ด้วยตนเอง ควรปรึกษา พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ หรือญาติผู้ใหญ่ที่สนิทและไว้วางใจมาช่วยแก้ไขปัญหา
5. รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์






วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กฎหมายยาเสพติด..ควรรู้


          ยาเสพติด หมายถึง สารหรือยาชนิดใด ๆ หรือยาที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ หรือจากการสังเคราะห์ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยการกิน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้วจะทำให้เกิดผลต่อร่างกายสมองและจิตใจ

กฎหมายแบ่งประเภทยาเสพติด  ในทางกฎหมาย สิ่งที่ถือว่าเป็นยาเสพติดนั้นจะต้องมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน หากไม่มีกฎหมายระบุไว้ สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ยาเสพติด แม้ว่าสิ่งที่เสพนั้นจะมีฤทธิ์ที่ทำให้เกิดการเสพติดได้ก็ตาม เช่น บุหรี่ สุรา
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ..2522 ได้แบ่งยาเสพติดให้โทษ (มาตรา7) ออกเป็น ประเภทด้วยกัน ดังนี้

q       ประเภทที่ 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง มี 38 รายการที่สำคัญ คือ เฮโรอีน แอมเฟตามีน แมทแอมเฟตามีน เอ็กซ์ตาซี และแอลเอสดี
q       ประเภทที่ 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป มี 102 รายการที่สำคัญ คือ ใบโคคา โคคาอีน โคเดอีน ยาสกัดเข้มข้นของต้นฝิ่นแห้ง เมทาโดน มอร์ฟีน ฝิ่นยา (ฝิ่นที่ผ่านกรรมวิธีปรุงแต่งเพื่อใช้ในทางยาฝิ่น (ฝิ่นดิบ ฝิ่นสุก มูลฝิ่น)
q       ประเภทที่ 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต้นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษประเภท ผสมอยู่ คือ ยารักษาโรคที่มียาเสพติด ประเภท เป็นส่วนประกอบอยู่ในสูตร เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสีย
q       ประเภทที่ 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท หรือ มี 32 รายการที่สำคัญ เช่น อาเซติค แอนไฮไดรด์ อาเซติค คลอไรด์
q       ประเภทที่ 5 ยาเสพติดให้โทษที่ไม่เข้าอยู่ในประเภท ถึง มี รายการ คือ กัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น ทุกส่วนของพืชกัญชา ทุกส่วนของพืชกระท่อม และพืชเห็ดขี้ควาย

ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท1
ยาเสพติดให้โทษประเภท2

ผลิตน้ำเข้าส่งออก

-จำคุกตลอดชีวิต (.65.1)
-ถ้ากระทำเพื่อจำหน่าย ประหารชีวิต (.65.2)
-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัม ขึ้นไป ถือว่ากระทำเพื่อจำหน่าย(.15)

-จำคุก 1-10 ปีและปรับ 10,000 บาท(.68)
-ถ้าเป็นมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน จำคุก20 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ200,000-500,000 บาท(.68)
จำหน่ายครอบครองเพื่อจำหน่าย
-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน100 กรัมจำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 50,000-500,000บาท (.66.1)
-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100กรัม จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (.66.2)

-จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000บาท-100,000 บาท(.69.2)
-ถ้าเป็นมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100กรัม จำคุก 3-20 ปี และปรับ 30,000-200,000 บาท ถ้าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่า 100 กรัม จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 50,000-500,000 บาท(.69.4)

ครอบครอง

-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ10,000-100,000บาท (.67)
-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (.15)

-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100กรัม จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน50,000 บาท (.69.1)
-คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 100 กรัม ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย(.17)

เสพ

-จำคุก เดือน ถึง 10 ปีและปรับ5,000-100,000 บาท (.91)
-จำคุก เดือน ถึง 10 ปีและปรับ5,000-100,000 บาท (.91)
ใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลัง ประทุษร้ายฯ
-จำคุก 1-10ปี และปรับ 10,000-100,000บาท (.93)
-กระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ20,000-150,000บาท
-ถ้ากระทำต่อหญิงหรือต่อผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000บาท

-จำคุก 1-10ปี และปรับ 10,000-100,000บาท (.93)
-กระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ20,000-150,000บาท
-ถ้ากระทำต่อหญิงหรือต่อผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000บาท

ให้ผู้อื่นเสพ

-ถ้าเป็นมอร์ฟีน หรือโคคาอีน ระวางโทษเพื่มกึ่งหนึ่ง(.93.4)
-ถ้าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทต้องระวางโทษเป็น 2เท่า และถ้าเป็นการกระทำต่อหญิงหรือบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องระวางโทษประหารชีวิต(.93.5)

-ถ้าเป็นมอร์ฟีน หรือโคคาอีน ระวางโทษเพื่มกึ่งหนึ่ง (.93.4)
-ถ้าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท1ต้องระวางโทษเป็น เท่า และถ้าเป็นการกระทำต่อหญิงหรือบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องระวางโทษประหารชีวิต (.93.5)

ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ

-จำคุก 1-5 ปี และปรับ 10,000-50,000 บาท (.93ทวิ)

-จำคุก 1-5 ปี และปรับ 10,000-50,000 บาท (.93ทวิ)


ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท3
ยาเสพติดให้โทษประเภท4

ผลิตนำเข้า

-จำคุกไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน30,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(.70)
-จำคุกตั้งแต่ 1-10ปี และปรับ10,000-100,000 บาท (.73)

ส่งออกจำหน่าย

-จำคุกไม่เกิน ปี หรือปรับไม่เกิน10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(.71)
-จำคุกตั้งแต่ 1-10ปี และปรับ10,000-100,000 บาท (.73)

ครอบครองเพื่อจำหน่าย

-
-จำคุกตั้งแต่1-10ปี และปรับ10,000-100,000 บาท (.74.2)

ครอบครอง

-
-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน50,000 บาท (.74)
-ถ้า 10 กก.ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (.26.2)

เสพ

-
-
ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลัง ประทุษร้ายฯ ให้ผู้อื่นเสพ

-จำคุก 1-10ปี และปรับ 10,000-100,000 บาท(.93)
-ถ้ากระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกันคนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ 20,000-150,000 บาท(.93.2)
-ถ้ากระทำผิดต่อหญิงหรือต่อผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000บาท (.93.3)

-จำคุก 1-10ปี และปรับ 10,000-100,000 บาท(.93)
-ถ้ากระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ20,000-150,000 บาท (.93.2)
-ถ้ากระทำผิดต่อหญิงหรือต่อผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ30,000-500,000 บาท (.93.3)

ข้อหา
ยาเสพติดให้โทษประเภท 5
ไม่รวมพืชกระท่อม
ยาเสพติดให้โทษประเภท 5
เฉพาะพืชกระท่อม
ผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย
-จำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับ20,000-150,000 บาท(.75.1)
-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน20,000 บาท (.75.2)

ครอบครองเพื่อจำหน่าย

-จำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับ20,000-150,000 บาท(.76.2)

-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน20,000 บาท (.76.4)

ครอบครอง

-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน50,000 บาท (.76 .1)
-ถ้า 10 กก.ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (.26.2)

-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(.76.3)
-ถ้า 10 กก.ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (.26.2)

เสพ

-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน10,000 บาท (.92.1)

-จำคุกไม่เกิน เดือน หรือปรับไม่เกิน1,000 บาท (.92.2)
ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลัง ประทุษร้ายฯ ให้ผู้อื่นเสพ
-จำคุก 1-10 ปี และปรับ10,000-100,000 บาท (.93)
-ถ้ากระทำต่อหญิงหรือต่อผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000บาท

-จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000-100,000 บาท (.93)
-ถ้ากระทำต่อหญิงหรือต่อผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000 บาท

ยุยงส่งเสริม ให้ผู้อื่นเสพ

-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน10,000 บาท (.93 ทวิ ว.2)
-จำคุกไม่เกิน ปี และปรับไม่เกิน10,000 บาท (.93 ทวิ ว.2)
         ...มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด พ..2534
วัตถุประสงค์  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะการมุ่งเอาผิดต่อผู้ค้ายาเสพติด ระดับนายทุน และตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิด และริบทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการค้ายาเสพติด เพื่อขจัดแหล่งเงินทุนในการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด
          ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดและศาลสั่งริบ ให้ตกเป็นของ กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด” เพื่อนำทรัพย์สินที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป

ข้อคิดสำหรับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

“ ไม่ว่าจะได้รับทรัพย์สินเงินทองมากเท่าใดจากการผลิต การค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน หรือโอนไปอยุ่ในชื่อของใครก็ตาม เช่น ลูกเมีย ญาติพี่น้อง หรือคนใกล้ชิด   หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างบริสุทธิ์ ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินนั้นให้ตกเป็นของ กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดต่อไป และยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกอีกด้วย 


อัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด

        ผู้ที่แจ้งข่าวสารยาเสพติด แก่เจ้าหน้าที่จนสามารถจับกุมผู้กระทำผิด และของกลางยาเสพติดได้ ผู้แจ้งความนำจับจะได้รับเงินค่าตอบแทนการแจ้งข่าวนำจับ เรียกว่า เงินสินบนเงินรางวัล” ซึ่งมีอัตราการจ่ายเงินตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด พ..2537 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
    1. เฮโรอีน                   กรัมละ  10 บาท
    2. มอร์ฟีน                   กรัมละ  4  บาท
    3. ฝิ่น ฝิ่นยา (มอร์ฟีน)   กรัมละ  4  บาท
    4. กัญชา                     กรัมละ  0.02 บาท
    5. ยางกัญชา หรือกัญชาน้ำ    กรัมละ  10  บาท
    6. อาเซติค แอนไฮไดรด์       กรัมละ  10  บาท
    7. อาเซติค คลอไรด์             กรัมละ  10  บาท
    8. อีเทอร์ คลอโรฟอร์ม         กรัมละ  3  บาท
    9. แอมเฟตามีน หรือ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)
          ชนิดผง                   กรัมละ  20  บาท
          ชนิดเม็ด คดีไม่เกิน 10 เม็ด จ่าย 200 บาท
          คดี 11-500 เม็ด จ่ายไม่เกิน 5,000 บาท
          คดี  501 เม็ด จ่าย 5,000 บาท
          ส่วนที่เกิน 500 เม็ด ๆละ 3  บาท
          แต่รวมแล้วไม่เกิน 20,000 บาท
    10. ยาเสพติดอื่น ๆ (ยกเว้นพืชกระท่อมกรัมละ บาท



  เว๊บอ้างอิง :http://www.mukdahannews.com/in-bicindex.htm


ยาเสพติด

        หมายความว่า สารเคมีหรือวัตถุชนิดใด ๆ  ที่เสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยประการใด ๆ  แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่นต้องการเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเป็นลำดับ มีอาการถอนยา เมื่อขาดยา มีความต้องการเสพทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไป จะทรุดโทรมลง ซึ่งยาเสพติดนี้  อาจรวมถึงพืชหรือส่วนของพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษหรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย
าเสพติดให้โทษ แบ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ

 
ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน อาซีทอร์ฟีน อีทอร์ฟีน แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน ฯลฯ
ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคอีน (โคเคน) โคเดอีน ฯลฯ
ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษชนิดเป็นตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ปรุงผสมอยู่ เช่น ยาแก้ไอที่มีฝิ่นหรือโคเดอีน เป็นส่วนผสมยาแก้ท้องเสียที่มีไดฟีน็อคซิเลท เป็นส่วนผสม ฯลฯ

ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ ประเภท 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ อาเซติลคลอประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม
 
ยาเสพติดแบ่งตามฤทธิ์ของยาที่มีผลต่อร่างกาย แบ่งเป็น 4 ประเภท
1. ยาเสพติดประเภทกดประสาท เช่น กลุ่มฝิ่น (ฝิ่นยา มอร์ฟีน โคเดอีน เฮโรอีน ฯลฯ) ยาระงับประสาท และยานอนหลับ (เซโคบาร์บิตาล อะโมบาร์บิตาล ฯลฯ) ยากล่อมประสาท (เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม คลอไดอาซีพอกไซด์ ฯลฯ) สารระเหย (ทินเนอร์น้ำมันเบนซิน ฯลฯ) เครื่องดื่ม มึนเมา (เหล้า เบียร์ วิสกี้ ฯลฯ)
2. ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน กระท่อม โคคาอีน (โคเคน) บุหรี่ กาแฟ
3. ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี ดีเอ็มที เห็ดขี้ควาย
4. ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน อาจกด กระตุ้นหรือหลอนประสาทผสมร่วมกัน เช่น กัญชา

 วัตถุออกฤทธิ์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

 ประเภท 1 ดีเอ็มที เมสคาลีน แอลเอสดี เดตราไฮโดรแคนนาบินอล ฯลฯ
ประเภท 2 อีเฟดรีน เมธิลเฟนีเดท เซโคบาร์บิตาล เมธาควาโลน
ประเภท 3 อะโมบาร์บิตาล ไซโคลบาร์บิตาล กลูเตธิไมด์ เมโปรบาเมท ฯลฯ
ประเภท 4 บาร์บิตาล ฟีโนบาร์บิดาล ไดอาซีแพม คลอไดอาซีพอกไซด์ ฯลฯ   




เว๊บอ้างอิง : http://www.sri.cmu.ac.th/~nsac/All_Page/Drug/habit-forming_drug_Page.htm 

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประเภทของยาเสพติด

๑. ประเภทของยาเสพติด

   จำแนกตามการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แบ่งเป็น ๔ ประเภท
         ๑. ประเภทกดประสาท ได้แก่ ฝิ่น  มอร์ฟีน  เฮโรอีน ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาทเครื่องดื่มมึนเมา
ทุกชนิด รวมทั้ง สารระเหย เช่น ทินเนอร์ แล็กเกอร์ น้ำมันเบนซิน กาว เป็นต้น มักพบว่าผู้เสพติดมี ร่างกายซูบซีด ผอมเหลือง
อ่อนเพลีย ฟุ้งซ่าน อารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย
          ๒. ประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ ยาบ้า  ยาอี กระท่อม  โคเคน มักพบว่าผู้เสพติดจะมีอาการ หงุดหงิด กระวนกระวาย จิตสับสนหวาดระแวง บางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือทำในสิ่งที่คนปกติ ไม่กล้าทำ เช่น ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าผู้อื่น เป็นต้น
          ๓. ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี และ เห็ดขี้ควาย เป็นต้น ผู้เสพติดจะมีอาการประสาทหลอน ฝันเฟื่องเห็นแสงสีวิจิตรพิสดาร หูแว่ว ได้ยินเสียง ประหลาดหรือเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัว ควบคุมตนเองไม่ได้ ในที่สุดมักป่วยเป็น
โรคจิต
          ๔. ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน คือทั้งกระตุ้นกดและหลอนประสาทร่วมกันได้แก่ ผู้เสพติดมักมี อาการหวาดระแวง ความคิดสับสนเห็นภาพลวงตา หูแว่ว ควบคุมตนเองไม่ได้และป่วยเป็นโรคจิตได้

๒. แบ่งตามแหล่งที่มา
          แบ่งตามแหล่งที่เกิด ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
          ๑. ยาเสพติดธรรมชาติ (Natural Drugs) คือ ยาเสพติดที่ผลิตมาจากพืช เช่น ฝิ่น  มอร์ฟีน  กระท่อม  กัญชา เป็นต้น
          ๒. ยาเสพติดสังเคราะห์ (Synthetic Drugs) คือ ยาเสพติดที่ผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีทางเคมี เช่น เฮโรอีน แอมเฟตามีน ยาอี  เอ็คตาซี เป็นต้น
๓. แบ่งตามกฎหมาย
          แบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
          ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑  ได้แก่ เฮโรอีน  แอลเอสดี  แอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า  ยาอี หรือ ยาเลิฟ
          ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๒ ยาเสพติดประเภทนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องใช้ภายใต้
การควบคุมของแพทย์ และใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน หรือ โคคาอีน โคเคอีน และเมทาโดน
          ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๓  ยาเสพติดประเภทนี้  เป็นยาเสพติดให้โทษที่มียาเสพติดประเภทที่ ๒ ผสมอยู่ด้วย
มีประโยชน์ทางการแพทย์ การนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น หรือเพื่อเสพติด จะมีบทลงโทษกำกับไว้ ยาเสพติดประเภทนี้ ได้แก่
ยาแก้ไอ ที่มีตัวยาโคเคอีน ยาแก้ท้องเสีย ที่มีฝิ่นผสมอยู่ด้วย ยาฉีดระงับปวดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน เพทิดีน ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น
          ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๔ คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่ ๒ ยาเสพติดประเภทนี้ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคแต่อย่างใด และมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย ได้แก่น้ำยาอะเซติคแอนไฮไดรย์ และ อะเซติลคลอไรด์ ซึ่งใช้ในการเปลี่ยน มอร์ฟีน เป็น เฮโรอีน สารคลอซูไดอีเฟครีน สามารถใช้ในการผลิต ยาบ้า ได้ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีก ๑๒ ชนิด ที่สามารถนำมาผลิตยาอีและยาบ้าได้
          ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๕ เป็นยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ใน
าเสพติดประเภทที่ ๑ ถึง ๔ ได้แก่ ทุกส่วนของพืช กัญชา ทุกส่วนของพืช กระท่อม เห็ดขี้ควาย เป็นต้น